สัญญาณดี! นักลงทุนหันกลับมามองอาเซียนอีกครั้ง ปี 2569 อาจคึกคักกว่าที่คิด
ช่วงปลายปี 2568 เริ่มมีสัญญาณที่น่าสนใจเกิดขึ้นกับตลาดการเงินในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ “อาเซียน” เมื่อเงินทุนจากนักลงทุนทั่วโลกเริ่มไหลกลับเข้ามาอีกครั้ง หลังจากที่ซบเซามาเกือบตลอดทั้งปี จนหลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นตัวครั้งสำคัญในปี 2569
ข้อมูลจากสำนักข่าวบลูมเบิร์กระบุว่า แม้ตลอดปี 2568 อาเซียนจะเผชิญกระแสเงินทุนไหลออกสุทธิสะสมมากกว่า 15,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในเดือนธันวาคมเพียงเดือนเดียว กลับมีเงินทุนไหลเข้าแล้วกว่า 337 ล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนกันยายน 2567 โดยประเทศที่นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อสุทธิอย่างโดดเด่น คือ ไทยและอินโดนีเซีย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ถูกขายสุทธิต่อเนื่องถึง 10 จาก 11 เดือน สะท้อนว่าความเชื่อมั่นของนักลงทุนเริ่มกลับมาอีกครั้ง
ทำไมเงินทุนถึงเริ่มไหลกลับเข้าอาเซียน? 3 ปัจจัยสำคัญ
ปัจจัยแรก คือ การกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยีและ AI
ในช่วงที่ผ่านมา เงินลงทุนทั่วโลกไหลไปกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในสหรัฐ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ จนเริ่มเกิดความกังวลว่าราคาหุ้นอาจสูงเกินพื้นฐาน และเสี่ยงต่อการเกิดฟองสบู่ AI นักลงทุนจำนวนมากจึงเริ่มมองหาตลาดทางเลือกที่มีโครงสร้างเศรษฐกิจแตกต่างออกไป
อาเซียนจึงกลายเป็นหนึ่งในคำตอบ เนื่องจากตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้ยังพึ่งพากลุ่มเศรษฐกิจดั้งเดิม เช่น ธนาคาร พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค และอสังหาริมทรัพย์ มากกว่าหุ้นเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากธีมการลงทุนที่แออัด
ที่ผ่านมา ดัชนี MSCI ASEAN ให้ผลตอบแทนตามหลังดัชนีเอเชียแปซิฟิกมากถึงราว 13% ในปี 2568 ซึ่งนับเป็นช่องว่างที่กว้างที่สุดในรอบ 5 ปี อย่างไรก็ตาม ในมุมของนักลงทุนสายคุณค่า ช่องว่างดังกล่าวกลับถูกมองว่าเป็น “โอกาสในการเข้าซื้อ” มากกว่าจุดอ่อน
ปัจจัยที่สอง คือ มูลค่าหุ้นอาเซียนยังอยู่ในระดับไม่แพง
เมื่อพิจารณาจากค่า P/E จะพบว่าดัชนีหุ้นหลักของอินโดนีเซีย ไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ซื้อขายกันเพียงราว 12–15 เท่าของกำไรล่วงหน้า 1 ปี ขณะที่ฟิลิปปินส์ต่ำกว่า 10 เท่า ซึ่งถือว่าถูกมากเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐอย่าง S&P 500 ที่มีค่า P/E สูงกว่า 22 เท่า
ขณะเดียวกัน แนวโน้มกำไรของบริษัทจดทะเบียนในหลายประเทศเริ่มปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์ จากแผนการใช้จ่ายภาครัฐขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศ รวมถึงสภาพแวดล้อมด้านนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายในบางประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหนุนต่อการฟื้นตัวของกำไรบริษัทในระยะถัดไป
ปัจจัยสุดท้าย คือ อานิสงส์จากการย้ายฐานการผลิตและปัจจัยเฉพาะประเทศ
เวียดนามยังถูกมองว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ประโยชน์ชัดเจนจากการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก โดยบริษัทข้ามชาติจำนวนมากย้ายฐานการผลิตออกจากจีนเพื่อลดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ การที่ FTSE Russell ประกาศยกระดับสถานะตลาดหุ้นเวียดนามเป็น “ตลาดเกิดใหม่รอง” ยังช่วยเพิ่มความน่าสนใจและอาจดึงเงินจากกองทุนทั่วโลกเข้ามาได้อีกหลายพันล้านดอลลาร์
ด้านนักลงทุนสถาบันอย่าง Fidelity International มองว่า อาเซียนจะได้อานิสงส์จากความต้องการกระจายการลงทุนออกจากสหรัฐและธีม AI ที่เริ่มแออัด พร้อมชี้ว่าประเทศในภูมิภาคนี้มี “เครื่องยนต์การเติบโตที่แตกต่างกัน” ซึ่งช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนได้ดี
อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องจับตา โดยเฉพาะความไม่แน่นอนทางการเมืองในไทย หลังการยุบสภาและการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงความกังวลของนักลงทุนต่อนโยบายประชานิยมและวินัยการคลังของอินโดนีเซีย ภายใต้รัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
แม้จะมีความท้าทาย แต่สถาบันการเงินอย่าง JPMorgan มองว่า “มูลค่าหุ้นที่ยังไม่ตึงตัว” คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้นักลงทุนสายคุณค่าเริ่มกลับมาอีกครั้ง และหากการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติปรับกลับสู่ระดับเฉลี่ยในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหุ้นอาเซียนอาจมีโอกาสเห็นเม็ดเงินไหลเข้าเพิ่มเติมได้สูงถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งอาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญให้ตลาดหุ้นในภูมิภาคนี้กลับมาคึกคักอีกครั้งในปี 2569
ปลายปี 2568 เงินทุนต่างชาติเริ่มไหลกลับสู่อาเซียน นำโดยไทยและอินโดนีเซีย จากมูลค่าหุ้นที่ยังไม่แพงและการกระจายความเสี่ยงออกจากหุ้นเทคโนโลยี แม้ยังมีความเสี่ยงการเมือง แต่หากกำไรฟื้น อาเซเซียนอาจกลับมาโดดเด่นในปี 2569
อ้างอิง
ผู้เขียน
ACU-Exchange
เรามีความมุ่งมั่นที่จะมอบประสบการณ์การแลกเปลี่ยนเงินตราที่ดีที่สุด และสร้างความพึงพอใจให้กับผู้ใช้บริการสูงสุด เพื่อตอบโจทย์คนไทยที่ต้องการเดินทางไปต่างประเทศ และคนต่างชาติ ที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ศึกษาต่อ หรือทำงานในประเทศไทย


